ภาษา : ไทย
  

  เข้าสู่ระบบ


  สถิติของเว็บไซต์
19/06/2556
24/04/2557
63694
3436


  นาฬิกา
25 เมษายน 2557


  ออนไลน์
ผู้ใช้งานขณะนี้ :
 
 บุคคลทั่วไป  1 ราย


  สังคมออนไลน์
  


ความเป็นมาของโครงการ 

               การสูบบุหรี่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก ประเทศไทยมีคนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่ปีละกว่า 42,000 ราย และต้องเข้ารับการรักษาโดยเฉพาะโรคมะเร็งไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 คน บุหรี่จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของคนไทยอันดับ 2 รองจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย สถานการณ์การบริโภคยาสูบใน  ปี 2552 เยาวชนชายและหญิงอายุ 13-15 ปี ร้อยละ 19 เคยสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่ออายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2548 ที่มีการสูบร้อยละ 17 สาเหตุที่เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่เพราะอยากทดลองสูบ  ร้อยละ 56 ส่วนใหญ่ซื้อมาสูบเองแบบเป็นมวน/แบ่งมวนขาย ร้อยละ 68 โดย ส่วนใหญ่ซื้อจากร้านขายของชำร้อยละ 91 ทั้งนี้ มีการขายบุหรี่ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ผู้ขายไม่เคยขอ      บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อตรวจสอบก่อนขาย ร้อยละ 94 และประชาชนร้อยละ 39 คน สัมผัสควันบุหรี่ในตัวบ้าน (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ออนไลน์),12  กุมภาพันธ์  2556 แหล่งที่มา http://www.thaihealth.or.th/heathcontene/news/22574)  ซึ่งการสูบบุหรี่นี้ มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูบบุหรี่ โดยองค์การอนามัยโลกรายงานว่าบุหรี่นอกจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ในประเทศสหรัฐอเมริกา  มีรายงานว่าผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดในวัยกลางคนมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่า รวมทั้งโรคหัวใจวาย เส้นโลหิตในสมองแตกและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเส้นโลหิตแดงหรือดำ (มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, 2548)  ในประเทศไทย การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญอันดับที่สองของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (Pongpanich, S., 2003)

               จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากร พ.ศ. 2550 สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่ากลุ่มเสี่ยงที่มีการติดบุหรี่มากที่สุดอยู่ในกลุ่มเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ทั้งนี้อาจเกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบ หรือสื่อการรณรงค์ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร  สอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 4 ธันวาคม 2547 ณ  ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งกล่าวถึงภัยร้ายของบุหรี่ ดังนี้ “การสูบบุหรี่มากๆ หูเสีย ตาเสีย สมองเสีย เส้นเลือดเสีย หัวใจด้วย เพราะว่าบุหรี่ทำให้เส้นเลือดตีบ เมื่อ เส้นเลือดตีบ หูก็เสีย ตาก็เสียได้ง่าย เพราะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหู เลี้ยงตา เลี้ยงอวัยวะที่อ่อนไหว  เส้นเลือดมันเล็ก บุหรี่ทำให้เส้นเลือดตีบ เลือดก็ไปไม่ได้ดี ถ้าไปไม่ได้ดีก็ทำให้อวัยวะเหล่านั้น  ด้อยสมรรถภาพ คนที่สูบบุหรี่สมองก็ทึบ เพราะว่าเส้นเลือดในสมองมันตีบ มันเล็ก คิดอะไรก็ไม่ออก ทำไปทำมาก็ทึบขึ้นทุกที ทีแรกนึกว่าคนเราสูบบุหรี่ทำให้กระฉับกระเฉง ตรงข้ามกลับไม่กระฉับกระเฉง ทำให้รู้สึกว่าทึบ สมองมันทึบ สมองมันตัน ส่วนเด็กๆ ที่ไม่เชื่อยังสูบบุหรี่   เล่นคาราโอเกะ เรียนอะไรก็ไม่ค่อยได้ จึงต้องไปเจรจาให้เด็กๆ อายุ 10 - 20 ขวบ ให้เขาตั้งอกตั้งใจเรียน เขาจะได้ทำงานดี แล้วก็ต่อไปอีก 70 - 80 ปีข้างหน้า เมืองไทยจะไปขนาดไหน ไปถึงดวงดาวได้ ทำให้เมืองไทยมีชื่อเสียงได้”

               ดังนั้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยนับเป็นประเทศลำดับแรกๆ ที่ให้ความสำคัญและตระหนักต่อปัญหา รวมถึงผลกระทบของการได้รับควันบุหรี่มือสอง จึงมีการขับเคลื่อนและสนับสนุนให้มีการควบคุมสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ ไม่เพียงคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์ให้ข้อมูลข่าวสาร และออกกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ตลอดจนการผลักดันทางด้านกฎหมายด้วยการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายดังกล่าวเหล่านี้เท่าที่ควร  ดังสะท้อนจากการพบเห็นการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะต่างๆ ที่เป็นสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ตามกฎหมาย สถาบันการศึกษา โรงเรียน เป็นสถานที่ราชการที่มีการออกข้อบังคับหรือกฎหมายควบคุมให้เป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ตามกฎหมาย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 19/2553) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2553 กำหนดให้สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน โรงเรียน สถานศึกษา  และสถาบันการศึกษาระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษาเป็นสถานที่สาธารณะที่ต้องจัดเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด  แต่จากการสำรวจสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกลับพบว่าส่วนใหญ่จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่มีอายุอยู่ในช่วง 10 ปี ถึง 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงของเด็กและเยาวชนซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษา โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาทั้งสิ้น เห็นได้ว่าการออกกฎหมายเพื่อควบคุมยาสูบไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากยังขาดการรณรงค์และหาสื่อรูปแบบที่เหมาะสมในการควบคุมสถานการณ์ยาสูบที่กำลังแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

               โครงการเยาวชนพลยุติธรรม  เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษาและด้านการพัฒนาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพลวัตรทางสังคมรอบตัว และมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาตนเองใน 4 มิติ ได้แก่ ร่างกาย  จิตใจ  สังคมและปัญญา โดยกระบวนการสร้างสรรค์เด็กและเยาวชน มุ่งเน้นการสนับสนุนการเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและใช้หลัก  เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำเสนอ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเด็กและเยาวชนและหน่วยงาน ผ่านการดำเนินกิจกรรมในโรงเรียนต่างๆ  โดยโครงการเยาวชนพลยุติธรรมได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะต่อเนื่องมา 7 ปี ทำให้โครงการมีความยั่งยืน มีรูปแบบการดำเนินกิจกรรม ที่มีการพัฒนาและขยายเครือข่ายไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 440 แห่ง ทั่วประเทศ   
 
               ผลจากการดำเนินงานโครงการเยาวชนพลยุติธรรมในปีที่ผ่านมา  ทำให้เกิดนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการสูบบุหรี่ในสถานศึกษาขึ้น อาทิ การสำรวจร้านค้าที่จำหน่ายบุหรี่ในเขตพื้นที่ และเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมร้านค้าแนวร่วม MOU โดยการร่วมลงนามในการงดจำหน่ายบุหรี่ ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ระหว่างร้านค้าผู้จำหน่ายบุหรี่ในพื้นที่เขตบริการของโรงเรียนกับผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีผู้แทนฝ่ายปกครองและผู้แทนชุมชนร่วมเป็นสักขีพยาน  ซึ่งจากการประเมินผลโครงการดังกล่าวพบว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายในการลดจำนวนกลุ่มวัยรุ่นในวัยเรียนที่ติดบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่มาและเหตุผลในการนำเสนอโครงการ “เยาวชนพลยุติธรรมร่วมสร้างสรรค์โรงเรียนปลอดบุหรี่ (Smoking Ban Schools)” โดยรวมพลังจากเด็กนักเรียนในโรงเรียนแกนนำและโรงเรียนเครือข่ายเยาวชนพลยุติธรรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างรูปแบบการดำเนินกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการสูบบุหรี่ รวมทั้งร่วมรณรงค์ให้เกิดโรงเรียนปลอดบุหรี่  โดยการจัดกิจกรรมเพื่อให้โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ปราศจากมลพิษจากควันบุหรี่ สะอาดและมีความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องและจริงจัง อันจะนำไปสู่การขยายผลการดำเนินกิจกรรมไปสู่โรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงให้เป็นโรงเรียนแกนนำในการสร้างสรรค์สังคมปลอดบุหรี่ต่อไป